วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีของกุญแจรถยนต์แบบใหม่ล่าสุด



อุปกรณ์เกี่ยวกับยานยนต์ตัวล่าสุดคือกุญแจรถยนต์ที่ป้องกันไม่ให้มีการใช้โทรศัพท์หรือการกดพิมพ์ส่งข้อความ (sms) ทางโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ


สิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีที่ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมากตัวนี้ และเป็นผลงานการพัฒนาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูท่าห์ (University of Utah) ซึ่งกุญแจรถแบบใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า Key2SafeDriving ซึ่งแปลได้ว่าเป็นกุญแจที่ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถขณะขับรถ โดยทางนักวิจัยมีจุดประสงค์ในการคิดค้นและพัฒนากุญแจลักษณะนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการลดปริมาณจำนวนคนที่เสียชีวิตบนท้องถนนที่มีสาเหตุจากการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถเป็นจำนวนไม่น้อย


เนื่องจากการใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือการพยายามพิมพ์ข้อความส่งทางโทรศัพท์มือถือนั้นทำให้คนขับไม่มีสมาธิในการขับรถ ทำให้ขาดความรอบคอบ ดังนั้นกุญแจ Key2SafeDriving จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การขับขี่ยวดยานมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยกุญแจ Key2SafeDriving จะทำงานโดยการจากการเชื่อมต่อสัญญาณของเทคโนโลยีบลูทูธของกุญแจรถที่มีอุปกรณ์เล็กๆที่สามารถรับส่งสัญญาณกับโทรศัพท์มือถือได้


โดยผู้ใช้จะต้องมีการติดตั้งตัวรับส่งสัญญาณที่กุญแจและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของระบบนี้ในโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ตัวรับส่งสัญญาณที่ติดอยู่ในกุญแจจะสามารถเชื่อมต่อสัญญาณกับโทรศัพท์มือถือของคนขับผ่านทางเทคโนโลยีบลูทูธ หรือทางคลื่นความถี่วิทยุ (RFID) และเมื่อใดก็ตามที่จะมีการติดเครื่องยนต์โดยการใช้กุญแจ คนขับรถยนต์จะต้องมีการกดปุ่มปุ่มหนึ่งที่กุญแจ เพื่อทำการส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือของคนขับเพื่อเริ่มการทำงานของระบบ และเมื่อเครื่องยนต์ติด โทรศัพท์มือถือจะเปลี่ยนระบบการทำงานไปอยู่ในแบบกำลังขับรถ หรือ Driving Mode และจะมีสัญญาณสีแดงพร้อมกับตัวหนังสือเขียนว่า STOP หรือหยุดแสดงขึ้นมาตรงกลางหน้าจอ


และถ้ามีสายโทรเข้าหรือมีข้อความส่งเข้าที่เครื่องขณะขับรถ โทรศัพท์มือถือก็จะตอบกลับไปโดยอัตโนมัติโดยส่งข้อความกลับไปว่า ฉันกำลังขับรถอยู่ และจะโทรกลับหาคุณเมื่อฉันขับรถไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย


ซึ่งราคาของกุญแจ Key2SafeDriving ก็มีราคาที่ไม่สูงนักและไม่น่าเกิน 50 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 1,500 บาท และมีแผนที่จะวางจำหน่ายในท้องตลาด

.
.

ที่มา : http://www.foxnews.com/story/0,2933,466584,00.html

น.ส.สมฤทัย เจตเกษกิจ (มอมแมม) 075

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ซัมซุงเปิดตัวโปรเจคเตอร์ขนาดจิ๋ว Samsung SP-H03

ในที่สุด ซัมซุง (Samsung) ก็ตัดสินใจกระโดดเข้ามาทำตลาดเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ขนาดเล็ก (pico projector) ซึ่งหากมองแว้บแรกอาจจะเข้าใจไปว่า Samsung SP-H03 เป็นกล้องโพลารอยด์ ด้วยขนาดและดีไซน์ที่เล็กมากของมัน แต่ประสิทธิภาพไม่ธรรมดาเลย

โปรเจ็กเตอร์ Samsung SP-H03 จะมาพร้อมกับหน่วยความจำภายใน 1GB (เพิ่มได้สูงสุด 16GB ในช่องการ์ดหน่วยความจำ microSD ที่อยู่ด้านข้าง) ความสว่างของเครื่องฉายอยู่ที่ 30 ลูเมนส์ หน้าจอความละเอียด WVGA(854x480) พร้อมลำโพง 1 วัตต์ จุดเด่นของ SP-H03 นอกจากเรื่องของขนาด และความสว่างแล้ว มันยังสนับสนุนการเปิดไฟล์วิดีโอที่เข้ารหัสด้วย codec ที่หลากหลายอีกด้วย นั่นหมายความว่า คุณสามารถเล่นไฟล์วิดีโอ AVI, MP4, ASF, MPG, RM, FLV และ WMV ในขณะที่ไฟล์เสียงก็จะมี MP3, MP2, WAV, WMA, FLAC, APE และ RA

LED ของ SP-H03 จะมีอายุใช้งานได้นาน 30,000 ชม. ส่วนแบตฯในเครื่องสามารถเล่นได้นานต่อเนื่อง 2 ชม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง น้ำหนักเครื่องแค่ 6 ออนซ์ด้วยขนาดเครื่องที่ถือไว้ในอุ้งมือได้อย่างสบายๆ นอกจากการใช้งานเพื่อความบันเทิงแล้ว สำหรับธุรกิจ หรือการศึกษา ซัมซุงได้พัฒนาโปรแกรมวิวเวอร์ไฟล์เอกสารไว้ด้วย ทำให้เราสามารถฉายเอกสารขึ้นจอได้โดยไม่ต้องต่อพีซี ซึ่งไฟล์เอกสารที่รอง รับการใช้งานก็ได้แก่ Microsoft Office Suite(PowerPoint, Excel, Word) และ Adobe PDF สำหรับภาพที่ฉายออกมาจะสามารถขยายใหญ่ได้สูงสุดถึง 80 นิ้ว สนนราคาอยู่ที่ 299 เหรียญฯ หรือประมาณ 9,800 บาท

ข้อมูลจาก : arip.co.th

ทุกอย่างดูเหมือนจะเล็กลงเรื่อยๆ...อะไรใหญ่ๆก็ทำให้เล็กลงได้ เหมือนข้อมูลของเราเลย...เยอะแยะมากมายก็ทำให้เล็กลงเข้าใจง่าย...^^ เกี่ยวไหมหว่า???

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นสกัด มีเทนไฮเดรต ใต้สมุทรครั้งแรกในโลก

ญี่ปุ่นเตรียมสกัดก๊าซธรรมชาติจาก “มีเทนไฮเดรต” ใต้พื้นสมุทรครั้งแรกในโลก
โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2554

ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบสกัดก๊าซธรรมชาติจากแหล่งมีเทนไฮเดรต หรือ “น้ำแข็งติดไฟ” ที่อยู่ใต้พื้นมหาสมุทรเป็นครั้งแรกของโลก สื่อท้องถิ่นเผยวันนี้(25) หนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า การทดสอบดังกล่าวจะกินพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว ตั้งแต่จังหวัดชิสุโอกะไปจนถึงวากายามะ โดยจะใช้เวลานานหลายสัปดาห์ตั้งแต่ปีงบประมาณปัจจุบันไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2013 กระทรวงเศรษฐกิจ, พาณิชย์ และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เตรียมเสนอร่างงบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านเยน (ราว 3,790 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว รายงานเผย มีเทนไฮเดรต พบในสภาพแวดล้อมที่มีความดันสูงและอุณหภูมิต่ำ เช่น พื้นมหาสมุทร โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของทวีป ซึ่งก๊าซชนิดนี้จะจับตัวเป็นผลึกคริสตัลเมื่อสัมผัสกับความเย็นของน้ำทะเล หากการทดลองนอกชายฝั่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็จะนับเป็นครั้งแรก ของโลก โดยก่อนหน้านี้เคยมีการสกัดก๊าซมีเทนจากแหล่งมีเทนไฮเดรตบนผืนแผ่นดินของ แคนาดา โดยใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่นมาแล้ว ญี่ปุ่นพยายามหาแหล่งพลังงานทดแทนที่หลากหลาย หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนนำมาซึ่งวิกฤตนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุดของโลกในรอบ 25 ปี ด้วยเหตุที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้อย ญี่ปุ่นจึงต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลัก และเพิ่งจะสามารถใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ตอบสนองความต้องการไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 3 ของประเทศเมื่อไม่นานนี้ ทว่าในปัจจุบันญี่ปุ่นหันมาสนับสนุนพลังงานซึ่งนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เป็นต้

ญี่ปุ่นผุด"แฮมเบอร์เกอร์"ทำจาก"อุนจิ"

ญี่ปุ่นผุด"แฮมเบอร์เกอร์"ทำจาก"อุนจิ"

ปัจจุบันอัตราการเพิ่มประชากรทั่วโลกต่อปีอยู่ที่ 130 ล้านคน (เฉลี่ย 4 คนต่อวินาที) นั่นหมายความว่า ความต้องการในการบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ทรัพยากรบนโลกก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในการบริโภคก็เป็นได้ เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลผลิตต่างๆ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และเติบโตรวดเร็วทันต่อความต้องการดังกล่าว

อย่าง ไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งกำลังมองว่า วิธีดังกล่าวก็อาจจะยังไม่ทันต่อความต้องการบริโภคในอนาคต การรีไซเคิลจึงเป็นอีกทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นรายนี้ มุ่งประเด็นไปที่ของเสียที่ร่างกายขับถ่าย (อุนจิ - -") ซึ่งเขาพบว่า มันมีส่วนประกอบของสารอาหารที่สามารถนำมารีไซเคิล เพื่อนำกลับมาทำเป็นอาหารที่รับประทานได้ :O ล่าสุดที่มีวิจัยได้สังเคราะห์"เนื้อเทียม"จากอุนจิ เพื่อนำมาใส่ในแฮมเบอร์เกอร์ และใช้รับประทานได้

Mitsuyuki Ikeda นักวิจัยจากศูนย์ประเมินสถานการณ์สภาพแวดล้อมในโอกายามา เขามีความต้องการที่จะช่วยแก้วิกฤติปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นกับโลก ใบนี้ ด้วยการีไซนเคิล"อุนจิ" เพื่อเปลี่ยนไปเป็นเบอร์เกอร์ที่รับประทานได้ โดยเนื้อที่ได้จะไม่เหมือนเนื้อจริงๆ แต่เป็นการแยกส่วนประกอบจากของเสีย ซึ่งประกอบด้วย โปรตีน 63% คาร์โบไฮเดรท 3% สารอินทรีย์ประเภทไขมัน และเกลือแร่ 9% ซึ่ง Ikeda เรียกสารตั้งต้นในการรีไซเคิลเป็นอาหารนี้ว่า "sewage mud" (โคลนปฏิกูล) ฟังดูดีกว่าเดิมนิดนึง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตอนนี้เขาเก็บ อุนจิ เอ่อ...ไม่ใช่สิต้องเรียกว่า โคลนปฏิกูลของเขาเอาไว้ เผื่อว่า วันหนึ่งมันจะกลายเป็นของขายได้ หากต้นทุนการผลิตเนื้อเทียมจากอุนจิลดลง เอ่อ...คุณผู้อ่านล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ถ้าเป็นจริง...คุณจะกล้ารับประทาน หรือไม่?

Youtube


Credit : ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ปล. จุดนี้เราจะกล้ากินกันมั้ย ฮ่าๆๆๆ

นางสาว รวิกร พูลศิริ 027 ค่ะ

MIT พัฒนาแว่นตาอ่านความคิดจากสีหน้า

MIT พัฒนาแว่นตาอ่านความคิดจากสีหน้า


เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เราพึ่งนำเสนอเรื่องทีวีอ่านอารมณ์จากสีหน้าได้ วันนี้เราก็เลยพูดถึงแว่นตาที่สามารถอ่านความคิดจากสีหน้าได้ :) แต่ก็ไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรอก ถือว่าเป็นภาคต่อของ 2 สัปดาห์ที่แล้วก็แล้วกัน

Rosalind Picard วิศวกรจาก MIT ได้พัฒนาแว่นตาที่เจ้าตัวอ้างว่า มันสามารถอ่าน"ความคิด" และบอกกับผู้สวมแว่นตาได้ว่า ผู้ที่กำลังคุยอยู่กับคุณคิดอะไร? หรือกำลังรู้สึกอย่างไร...กับสิ่งที่คุณกำลังบอกเล่า โดยแว่นตาดังกล่าวจะมาพร้อมกับกล้องจิ๋วที่ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ เพื่ออ่านสีหน้าของคนที่คุณกำลังคุยอยู่ด้วย ซึ่งข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากตำแหน่งต่างๆ บนใบหน้ากว่า 24 แห่ง โดยข้อมูลที่อ่านได้จากตำแหน่งเหล่านี้จะถูกเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล เพื่อตัดสินใจว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นกำลังคิด หรือรู้สึกอย่างไร? ใน 6 รูปแบบด้วยกันได้แก่ กำลังคิดตาม รู้สึกคล้อยตามเห็นด้วย พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราพูดอย่างใจจดใจจ่อ รู้สึกสนใจ สับสน และไม่เห็นด้วย


ในส่วนของซอฟต์แวร์ที่วิเคราะห์สีหน้าจากข้อมูลที่ได้จากกล้องจิ๋วบนแว่น ได้รับการพัฒนาโดย Rana el Kaliouby โดยจากผลการทดลองใช้งานแว่นตาอ่านความรู้สึกนึกคิดจากสีหน้านี้ ปรากฎว่า โดยเฉลี่ยเราจะสามารถตีความคิดจากสีหน้าของคู่สนทนาได้ถูกต้องประมาณ 54% ในขณะที่แว่นตาของทั้งสองอ่านความคิดจากสีหน้าได้ถูกต้องถึง 64% ล่าสุด MIT ได้มีการเจรจากับบริษัทในญี่ปุ่นที่สนใจให้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถ วิเคราะห์รอยยิ้มที่แตกต่างกัน 10 แบบของคนในญี่ปุ่นแล้ว อืม...สงสัยต้องให้มาลองท้าพิสูจน์กับนักการเมือง บ้านเราสักหน่อยแล้ว :D


Youtube

Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=413999

นางสาวรวิกร พูลศิริ 027 ค่ะ

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เล่าเรื่องผ่านกระดาษ

เล่าเรื่องแบบ เจ๋งๆๆ ที่มามาฝากให้ได้ดูน้อ อาจไม่เกี่ยวเท่าไหร่
ในหนึ่งวันทำอะไรลงไป

http://variety.teenee.com/foodforbrain/36816.html

นายวีระชัย บุญวิบูลวัฒน์  (Lee)

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554